อยากสวยไวต้องรู้ ! วิธีดูแลตัวเองหลังทําศัลยกรรมลักยิ้ม

วิธีดูแลตัวเองหลังทําศัลยกรรมลักยิ้ม จะต้องทำอย่างไรบ้าง สาว ๆ ที่อยากหายไว สวยไว มาดูกันเลย…

 

ซึ่งการทำศัลยกรรมลักยิ้มนั้นถือเป็นการผ่าตัดศัลยกรรมแบบเล็ก เพื่อที่จะสร้างลักยิ้ม หรือรอยบุ๋มบริเวณแก้มขึ้นมา โดยวิธีการผ่าตัดนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดแผลบริเวณเยื่อบุและกล้ามเนื้อในกระพุ้งแก้ม จากนั้นก็จะเย็บบริเวณชั้นผิวหนังกับกล้ามเนื้อบริเวณกระพุ้งแก้ม และเย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย ซึ่งในขั้นตอนการผ่าตัดนี้จะใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีค่ะ โดยหลังจากผ่าตัดเสร็จแล้วไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล ดังนั้นการดูแลแผลหลังจากผ่าตัด จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องดูแลตัวเองค่ะ ซึ่งวิธีการดูแลตัวเองนั้นก็ไม่ยากเลย สามารถทำได้ดังนี้…

 

 

1. หลังการผ่าตัด 48 ชั่วโมง ควรประคบเย็นที่แก้มทั้งสองข้างทันที โดยให้ทำอย่างต่อเนื่อง และนอกจากนี้ควรนอนยกหัวให้สูงเข้าไว้ จะช่วยลดอาการบวมช้ำได้ ซึ่งอาการบวมนั้นจะอยู่ประมาณ 7-10 วันค่ะ

 

2. หลังจากผ่าตัดใหม่ ๆ ประมาณ 2 สัปดาห์แรกควรรับประทานเฉพาะอาหารเหลว อย่างข้าวต้ม หรือโจ๊ก เท่านั้น ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด ของหมักดอง และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ต้องเคี้ยวไปก่อน

 

3. หมั่นทำความสะอาดแผลโดยการบ้วนปากด้วยน้ำเกลือหรือน้ำยาบ้วนปากที่ไม่ระคายเคือง ช่วง 1-2 วันแรกควรงดการแปรงฟันไปก่อน เพราะอาจทำให้แผลเกิดการกระทบกระเทือนได้

 

4. รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และควรไปพบแพทย์ตามใบนัดทุกครั้ง

 

5. กว่าแผลจะหายดี ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ให้งดการนวดหน้า ทำสปาหน้า หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะกระทบกระเทือนกับแผลไปก่อน เพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้แผลอักเสบและเกิดการฉีกขาดได้

รู้ก่อนฉีด หลีกปัญหาจาก “ฟิลเลอร์”

พออายุมากขึ้น…ปัญหาก็เริ่มตามมาติดๆ อย่างเรื่องของริ้วรอย ทั้งบริเวณหน้าผาก ร่องแก้ม มุมปาก รอบดวงตา ล้วนสร้างความกังวลจนหลายคนไม่กล้ายิ้มกว้าง เพราะกลัวว่าอารยธรรมตีนกาจะโผล่มาให้เห็น การเติมเต็มผิวให้กลับมาดูอวบอิ่มจึงเป็นอีกทางลัดในการเรียกคืนความมั่นใจ แต่ด้วยอันตรายที่แฝงอยู่เราจึงต้องรู้ให้ลึก ก่อนตัดสินใจ “ฉีดฟิลเลอร์”   รู้แบบเข้าใจเรื่อง “ฟิลเลอร์” ฟิลเลอร์ หรือสารเติมเต็มที่ใช้สำหรับฉีดเพิ่มเติมเต็มชั้นผิวหนัง หรือชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อแก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึกตามบริเวณต่างๆ เช่น หน้าผาก รอบดวงตา ร่องลึกมุมปาก หรือใช้ในการแก้ไขปรับแต่งรูปหน้า เช่น เติมริมฝีปาก ร่องแก้ม ให้ดูอวบอิ่ม ตลอดจนใช้ฟื้นฟูผิวพรรณให้กลับมากระชับเปล่งปลั่งอีกครั้ง   ชนิดของฟิลเลอร์ มีกี่แบบ? ชนิดที่ 1 แบบชั่วคราว คือมีอายุการใช้งานประมาณ 4-6 เดือน มีความปลอดภัยสูง และสามารถสลายตัวเองได้ตามธรรมชาติ ชนิดที่ 2 แบบกึ่งถาวร คือมีอายุการใช้งานนานประมาณ 2 ปี มีความปลอดภัยในระดับปานกลาง ชนิดที่ 3 แบบถาวร คือหลังฉีดไปแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไม่สลายตามธรรมชาติ มักเป็นสารเติมเต็มจำพวกซิลิโคน หรือพาราฟิน   เหตุผลนี้นี่ล่ะ…ที่ทำให้…

ช่วงอายุกับการทำศัลยกรรม

ช่วงอายุกับการทำศัลยกรรม ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สาว ๆ ไม่ควรละเลย ดังนั้นใครที่กำลังคิดอยากจะทำศัลยกรรม อย่าเพิ่งใจร้อน ลองมาเช็กกันก่อนสิว่า อายุเท่าไรถึงจะทำศัลยกรรมได้ ?

 

ไขข้อสงสัย…เสริมคาง มีกี่แบบ ? พร้อมวิธีดูแลหลังทำศัลยกรรมที่ควรรู้

ปัจจุบันนี้หนุ่มๆ สาว ๆ หลายคนหันมาให้ความสนใจในเรื่องของ “การทำศัลยกรรมคาง” กันมากขึ้น เพราะเป็นวิธีที่ช่วยปรับปรุงและแก้ไขรูปหน้าที่ไม่ได้สัดส่วนให้มีความสวยงามได้ดั่งต้องการ ทำให้ใบหน้าดูยาวเรียว และได้รูปมากขึ้น เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาคางสั้น คางเหลี่ยม คางบุ๋ม หรือคางเบี้ยว ซึ่งเทคโนโลยีการเสริมคางในทุกวันนี้ก้าวหน้าไปมาก ไม่ต้องดมยาสลบ ก็สามารถเสริมคางให้กลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งสาว ๆ คนไหนที่อยากเสริมคาง ก็ควรหาข้อมูลและรายละเอียดของการทำศัลยกรรมคางให้ดี ๆ ก่อนนะคะ นอกจากจะเลือกโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือแล้ว ก็ควรเลือกศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จะได้เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นค่ะ   และเพื่อเป็นข้อมูลให้แก่สาว ๆ วันนี้เรามีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการเสริมคางมาฝาก มาดูกันสิว่า เสริมคาง มีกี่แบบ และจะมีวิธีดูแลตัวเองหลังเสริมคางอย่างไรบ้าง สาวคนไหนที่มีแพลนว่าจะเสริมคาง ห้ามพลาดเด็ดขาดนะคะ…   การทำศัลยกรรมเสริมคางตามโรงพยาบาลและคลินิกทั่วไปในทุกวันนี้ พบว่ามีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ วิธีฉีดไขมันที่คาง หรือใช้สารฟิลเลอร์ แต่วิธีนี้จะไม่คงอยู่ถาวร เพราะไขมันและสารฟิลเลอร์จะค่อย ๆ สลายไปเองภายใน 3-5 ปี ส่วนวิธีที่สองคือ วิธีเสริมคางด้วยซิลิโคน จะเป็นการผ่าตัดเล็ก โดยใช้ซิลิโคนชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในการเสริมจมูก มาเหลาปรับทรงตามความเหมาะสม จากนั้นนำมาใส่บริเวณคาง…

Face Lock หยุดเวลา ล็อคความสาว

หากเลือกได้ ไม่ว่าใครทั้งผู้หญิงและผู้ชายคงไม่อยากให้ผิวหน้านั้นเกิดริ้วรอย หรือความหย่อนยาน คงอยากหยุดอายุผิวไว้ที่เลขสอง หยุดไว้ในช่วงที่ผิวหน้าของเรานั้นเต่งตึง สดใส แต่ความเป็นจริงของเวลาที่ทำให้ทุกอย่างต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง เราจึงไม่สามรถหยุดอายุผิวหน้าเราได้ ดังนั้นหลายๆคนจึงสรรหาสารพัดวิธีคืนชีวิตให้ผิว หาวิธียกกระชับผิว วิธีชะลอวัย เพื่อให้ได้ผิวที่ดีคืนมา ด้วยเหตุนี้ในวันนี้เราจึงขอเสนอ เฟซล็อค (Face Lock) นวัตกรรมใหม่ที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยคืนความเต่งตึงให้กับผิวเรา จะเป็นยังไงเราไปทำความรู้จักกับ เฟซล็อค (Face Lock) นี้กันเลยค่ะ   “เฟซ ล็อค” (Face Lock) คือนวัตกรรมใหม่ของวงการศัลยกรรม เป็นการที่สามารถช่วยย้อนวัยสาว คืนความเต่งตึงให้กลับมาสู่ใบหน้าของคุณได้ เพียงแค่1วัน เรียกได้ว่าตื่นมาหน้าเด้งเต่งตึงเลย ที่สำคัญทำครั้งเดียวสามรถอยู่ได้นานถึง 10 -20 ปี   เฟซ ล็อค (Face Lock) ต่างกับ การดึงหน้าปกติอย่างไร? เฟซ ล็อค เป็นการปรับปรุงเทคนิคที่ใช้ในการทำศัลยกรรมดึงหน้า(Face Lift)หรือการดึงหน้าปกติ ที่แผลผ่าตัดนั้นยาว และใช้เวลารักษาแผลหรือฟื้นตัวนาน จึงเกิดเป็นเฟซ ล็อค นี้ขึ้นมา ซึ่งตัว เฟซ ล็อค…

ดูแลตัวเองหลักการผ่าตัดวีไลน์

แข็งแรง.com ได้พูดถึงเรื่องการทำวีไลน์และข้อดีของการทำวีไลน์กันแล้ว วันนี้แอดมินขอเสนอเรื่องการดูแลตัวเองหลักการผ่าตัดวีไลน์จะต้องทำอย่างไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

10 เรื่องต้องรู้ก่อนคิดจะ Botox

 
10 เรื่องหลักๆที่ควรทราบก่อนคิดจะฉีดโบท็อกซ์ สำหรับสาว ๆ ที่อยากจะมีหน้าเรียวเล็กด้วยการฉีดโบท็อกซ์ อย่าเพิ่งใจร้อน มาดู 10 เรื่องจริง ที่คุณควรรู้ต่อไปนี้กันก่อนเลย…
 
สมัยนี้อยากสวยยังไงการแพทย์ก็ช่วยได้ โดยเฉพาะการ ” ฉีดโบท็อกซ์” ให้หน้าเรียวเล็กแลดูอ่อนวัยนี่ต้องบอกเลยว่าได้รับความนิยมไม่แพ้กระแสความงามด้านอื่น ๆ เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ก่อนที่สาว ๆ จะพากันตัดสินใจไปฉีดโบท็อกซ์ตามกระแส อย่าเพิ่งใจร้อนไปค่ะ ลองถามตัวเองก่อนสิว่าคุณศึกษาเรื่องนี้ดีแล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองมาดู 10 เรื่องที่คุณต้องรู้ก่อนคิดฉีดโบท็อกซ์กันก่อนเลยค่ะ รู้เอาไว้จะได้ไม่พลาดยังไงล่ะคะสาว ๆ
 

 

 

1. ฉีดโบท็อกซ์เพื่ออะไร

ก่อนจะฉีดโบท็อกซ์ คุณควรรู้ถึงประโยชน์และความต้องการของคุณเสียก่อน ว่าฉีดเข้าไปเพื่ออะไร และช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วที่นิยมฉีดโบท็อกซ์กันก็เพราะว่า โบท็อกซ์นั้นสามารถช่วยทำให้หน้าเรียว ลดกราม ช่วยทำให้หน้าดูเด็กลง ริ้วรอยต่าง ๆ รวมถึงรอยตีนกาก็ทำให้ดูตื้นขึ้นได้ นอกจากนี้ยังสามารถฉีดลดน่อง ทำให้น่องเรียว รวมถึงยังช่วยรักษาอาการปวดไมเกรน ปวดหลัง และลดเหงื่อบริเวณผิวหนังได้อีกด้วย

 

2. ฉีดโบท็อกซ์แบบไหนถึงจะปลอดภัย

จริง ๆ ในปัจจุบันมีโบท็อกซ์ที่ใช้กันอยู่หลายแบบ แต่ที่ผ่าน อย. แล้วก็คือ Botulinum toxin type A ซึ่งปัจจุบันก็มีนำเข้าทั้งจากเกาหลีและอเมริกา แต่ทั้งนี้สารโบท็อกซ์จากเกาหลีจะได้รับความนิยมมากกว่า เนื่องจากมีราคาถูกกว่าของอเมริกา แต่ทั้งนี้ของอเมริกาก็สามารถอยู่ได้นานกว่า เอาเป็นว่าสาว ๆ อยากใช้แบบไหน ก็ลองตัดสินใจกันดูนะคะ

 

3. อยากฉีดโบท็อกซ์ สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง

สุขภาพที่แข็งแรงในที่นี้ก็คือ ไม่เจ็บไม่ป่วย ต้องเป็นคนที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ได้กินยาเป็นประจำ และไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งหากใครที่มีปัญหาเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์ไปเสียดีกว่า เพราะมันไม่ได้เป็นผลดีต่อตัวคุณเลย

 

4. ต้องปรึกษาแพทย์ และฉีดโบท็อกซ์กับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ทั้งคนที่ไม่เคยฉีดโบท็อกซ์หรือแม้แต่คนที่เคยฉีดแล้ว อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์และขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีแพทย์ในใจ ให้ลองศึกษาดูประวัติและผลงานของแพทย์ท่านนั้นเพื่อความมั่นใจเสียก่อน อย่าคิดทำกับหมอกระเป๋าหรือหมอเถื่อนเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้

 

5. ต้องเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์

ก่อนฉีดโบท็อกซ์สาว ๆ จะต้องมีการเตรียมตัวให้ดีเสียก่อน ได้แก่ หยุดใช้ยากลุ่มกรดวิตามิน A, AHA และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS ได้แก่ Motrin, Naproxen, Brufen เป็นเวลา 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ควรงดแอลกอฮอล์ งดการสครับหน้าและขัดหน้า เป็นเวลา 2-3 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์ ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยง ลดรอยฟกช้ำ และลดผลข้างเคียงที่จะตามมา

 

 

6. อย่าฉีดโบท็อกซ์ช่วงหัวค่ำ

ทำไมถึงไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ตอนหัวค่ำ ก็เพราะว่าอย่างที่รู้ ๆ กันว่าหลังฉีดภายใน 4-5 ชั่วโมงแรก คุณจะต้องพยายามอย่าให้มีแรงกดใด ๆ บนหน้าของคุณ เพราะไม่อย่างนั้นตัวยาอาจจะกระจายไปยังจุดอื่น ๆ ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรฉีดช่วงหัวค่ำ เพราะถ้าคุณเผลอนอนหลับไปหลังจากฉีดโบท็อกซ์มาใหม่ ๆ มีหวังตื่นมาอาจได้ตกใจหน้าตัวเองเป็นแน่

 

7. หลังฉีดโบท็อกซ์เสร็จใหม่ ๆ ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง

หลังฉีดโบท็อกซ์เสร็จใหม่ ๆ คุณจะต้องพยายามขยับกล้ามเนื้อเพื่อให้สารโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปกระจายตัว ซึ่งสาว ๆ ควรจะเตรียมหมากฝรั่งสำหรับเอาไว้เคี้ยว โดยให้เคี้ยวต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง

 

8. หลังฉีดโบท็อกซ์ใหม่ ๆ ห้ามทำเลเซอร์หน้า

เรื่องนี้หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้ว่า หลังฉีดโบท็อกซ์ประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก ห้ามไปทำเลเซอร์หน้าเชียวนะคะสาว ๆ เพราะพลังงานจากเลเซอร์จะไปสลายโบท็อกซ์ทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น นั่นก็หมายความว่าหน้าของคุณจะกลับสู่สภาพเดิมเร็วขึ้นนั่นเอง

 

9. รู้ยัง ? โบท็อกซ์อยู่ได้ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำอยู่เรื่อย ๆ

หลังฉีดโบท็อกซ์ตัวยาจะออกฤทธิ์เต็มที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์แรก และฉีดครั้งหนึ่งจะอยู่ได้นานประมาณ 4-5 เดือน เมื่อตัวยาหมดฤทธิ์แล้วก็หมายความว่าหน้าของคุณจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ถ้ายังอยากมีหน้าเรียวแลดูอ่อนเยาว์อยู่ คุณก็ต้องเสียเงินไปฉีดซ้ำอีกครั้งนั่นเอง

 

10. ทำใจยอมรับความเสี่ยง

ถึงแม้การฉีดโบท็อกซ์ หากผิดพลาดแล้วไม่ทำให้มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อาจเกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ ตามมาได้ อย่างเช่น บวมแดง หนังตาตก หางคิ้วตก หลับตาไม่สนิท ตาผิดรูป ปากเบี้ยว เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้หลายคนอาจเกิดขึ้นได้ แต่ก็จะสามารถหายได้เองหลังจากที่ตัวยาหมดฤทธิ์ ดังนั้นเมื่อรู้อย่างนี้แล้วลองถามตัวเองดูสิว่า คุณพร้อมที่จะเสี่ยงและยอมรับกับเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ ?

การเตรียมความพร้อม ก่อนการแปลงเพศ

เมื่อตัดสินใจดำเนินชีวิต แบบผู้หญิงมาได้สักระยะและสิ่งที่ใฝ่ฝันของกลุ่มผู้ชายข้ามเพศ ก็คงหนีไม่พ้น  การแปลงเพศจากชายเป็นหญิง แต่บางคนยังไม่รู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไร  และต้องทำอะไรยังไง บ้าง  วันนี้แข็งแรงมีรายละเอียดมาฝากเพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลเบื้องต้นค่ะ

5 สิ่งต้องห้ามทาน หลังศัลยกรรม

ปัจจุบันนี้ผู้คนหันมาทำศัลยกรรม กันมากขึ้น เพราะสามารถช่วยปรับปรุงแก้ไขจุดด้อยของตัวเองให้กลายเป็นจุดเด่นได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสริมจมูก ทำตาสองชั้น ปรับหน้าเรียว เสริมคาง ไปจนถึงศัลยกรรมเสริมหน้าอก แต่ถึงแม้ว่าศัลยแพทย์จะเนรมิตความงามให้คุณออกมาสวยปังขนาดไหน การดูแลตัวเองหลังศัลยกรรมก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะหากเผลอกินอาหารแสลง หรืออาหารที่ไม่เหมาะสมกับร่างกายตัวเองในขณะนั้น อาจทำให้แผลศัลยกรรมเกิดการอักเสบ หายช้า และอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงผิดเพี้ยนจากผลลัพธ์เดิมที่ตั้งใจไว้ได้ค่ะ
 

 

1.อาหารรสจัด

ใครที่ชอบกินอาหารรสจัด ๆ แซ่บ ๆ คงต้องงดไปก่อนในช่วงนี้ และรอให้แผลหายดีก่อนนะคะ โดยเฉพาะคนที่ทำศัลยกรรมจมูกควรระวังไว้ให้มาก เพราะการกินอาหารรสจัดที่มีความเผ็ดร้อน เช่น ส้มตำ ต้มแซ่บ หรือ ต้มยำ อาจทำให้เกิดน้ำมูกไหลตอนที่เราเผ็ดได้ ซึ่งในน้ำมูกอาจมีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่อาจทำให้แผลเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ค่ะ
 

2. อาหารสุกๆ ดิบ ๆ

นอกจากอาหารรสจัดแล้ว อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรงดเช่นกันในช่วงหลังทำศัลยกรรม หากใครที่ชอบกินสเต๊กแบบแรร์ มีเดียมแรร์ รวมถึงพวกปลาดิบ ปลาร้า ลาบ ก้อย ก็ขอให้เลิกกินไปก่อนสักระยะ เพราะอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ไม่ค่อยจะสะอาดเท่าไรนัก อาจมีเชื้อโรค พยาธิ หรือสิ่งเจือปนที่ทำให้แผลศัลยกรรมเกิดความสกปรกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดท้องร่วงได้อีกด้วย
 

3.ของหมัก ของดอง

 

 

ในช่วงหลังศัลยกรรมควรงดกินพวกของหมัก ของดอง เช่น มะม่วงดอง มะยมดอง และสารพัดของดองที่มีรสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดไปก่อนจนกว่าแผลจะหายดีนะคะ เพราะอาหารประเภทนี้มักใช้สารเคมีในการหมักดอง ซึ่งอาจมีสารพิษต่าง ๆ เจือปนอยู่ด้วย หากกินเข้าไปในช่วงที่กำลังพักฟื้นจากการทำศัลยกรรม อาจเกิดผลเสียต่อระบบร่างกายและแผลศัลยกรรมได้ค่ะ
 

4.อาหารทะเลบางชนิด
สำหรับข้อนี้ผู้ที่แพ้อาหารทะเลควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาดค่ะ เพราะหากเกิดการแพ้อาหารในช่วงหลังทำศัลยกรรมด้วยแล้ว อาจยิ่งทวีความรุนแรงต่อบาดแผล ทำให้หายช้า หรือเกิดอันตรายได้ แต่สำหรับบางคนที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะแพ้อาหารทะเลหรือไม่ ก็ขอให้เลี่ยงไว้ก่อน รอแผลศัลยกรรมหายสนิทแล้วค่อยกลับมากินนะคะ
 

5.วิตามินและอาหารเสริมต่าง ๆ

ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะก่อนที่จะทำศัลยกรรมก็ได้มีคำแนะนำจากคุณหมอให้งดกินวิตามินและอาหารเสริมต่าง ๆ ด้วยอยู่แล้ว พอถึงช่วงหลังทำศัลยกรรมก็ยังคงงดอยู่เช่นกันค่ะ เพราะวิตามินและอาหารเสริมบางตัว เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา ใบแปะก๊วย โสม รวมถึงยาแอสไพริน อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ ต่อแผลศัลยกรรม ทั้งยังมีผลต่อการบวมช้ำของแผลอีกด้วยค่ะ

เคยสงสัยไหมว่าคุณมีความพร้อมแค่ไหนในการทำศัลยกรรม

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดี สำหรับคนที่เกิดมาหน้าเป๊ะอยู่แล้วก็ถือว่าโชคดีไป แต่ใครที่ยังขาดๆ เกินๆ ก็คงต้องขอความช่วยเหลือจากหมอศัลย์ฯ ฝีมือดีซักคน เพื่อเพิ่มความมั่นใจและโอกาสดีๆ ในชีวิต แต่ก่อนจะตัดสินใจทำศัลยกรรม ลองพิจารณาตัวเองก่อนว่า มี 3 สิ่งสำคัญนี้แล้วหรือยัง   การทำศัลยกรรมบางประเภทมีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนทำควรศึกษาและไตร่ตรองให้ดี เก็บเงินให้พร้อมก่อน เพราะถ้าถึงขนาดต้องไปกู้หนี้ยืมสิน อาจส่งผลกระทบต่อคนใกล้ตัวจนกลายเป็นปัญหาใหญ่โตได้ แทนที่จะมีความสุขที่ได้สวยสมใจ อาจต้องนั่งร้องไห้แทน       เวลาที่ใช้ในการผ่าตัดอาจจะไม่ได้มากมาย แต่เวลาพักฟื้นนี่สิสำคัญ ก่อนทำต้องจัดตารางชีวิตให้ดี อาจอาศัยช่วงวันหยุดยาวก็ได้ เพราะการศัลยกรรมต้องใช้เวลาพักฟื้น 1-2 สัปดาห์ ในบางกรณีอาจใช้เวลาเป็นเดือน เนื่องจากหลังผ่าตัดจะมีอาการอักเสบ เขียวช้ำ บวมแดง ต้องมีเวลาพักฟื้นมากๆ และดูแลตัวเองให้ดี งานศัลยกรรมที่ทำมาจะได้สวยไปนาน   เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะทำศัลยกรรม ต้องแน่ใจด้วยว่า คนที่จะลงมีดบนร่างกายของคุณเป็น “ศัลยแพทย์” จริงๆ ไม่ใช่แค่คนที่เรียนจบแพทย์แล้วไปอบรมไม่กี่เดือนก็มาเปิดคลินิก หรือบางคนไม่ได้เรียนแพทย์มาด้วยซ้ำ เมื่อทราบชื่อแพทย์ที่จะผ่าตัดให้คุณแล้ว ควรปฏิบัติดังนี้ ขั้นแรก นำชื่อไปตรวจสอบในเว็บไซต์ของแพทยสภา เพื่อจะได้ทราบว่า เป็นแพทย์จริงหรือไม่ ขั้นที่สอง นำชื่อไปตรวจสอบในเว็บไซต์ของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย เอาให้ชัวร์ไปเลยว่า…