ไฮยาลูรอน พลังแห่งความอ่อนเยาว์

หลายๆคนคงเคยได้ยินชื่อเครื่องสำอางต่างๆว่ามีส่วนผสมของสารไฮยาลูรอน แต่เคยสงสัยไหมค่ะว่าเจ้าสาร ไฮยาลูรอนมันคืออะไรและมีส่วนช่วยในเรื่องใดบ้าง วันนี้ แข็งแรง.com มีคำตอบมาไขข้อข้องใจค่ะ

 

ไฮยาลูรอน (Hyaluronic acid หรือ HA ) คือ กรดที่ร่างกายเราผลิตขึ้นมา มีอยู่ทั่วไปตามร่างกาย  ช่วยเพิ่มความต้านทาน ลดการเสียดสีของอวัยวะและเซลล์ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น จึงทำให้ผิวดูเต่งตึง อ่อนเยาว์ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ตั้งแต่ 30-40 ปีขึ้นไป การสร้างสารชนิดนี้ภายในร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพลง เป็นที่มาของริ้วรอยแห่งวัย วงการเวชสำอางจึงคิดค้น และสกัดกรดไฮยาลูรอนิคขึ้น เพื่อนำมาใช้ในเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ

 

ซึ่งเจ้า “ไฮยาลูรอน” จะมีหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เพิ่มความมันให้กับผิว ซึ่งความชุ่มชื้นที่เพียงพอนี้จะเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้ผิวของคุณสาวๆ มีความอ่อนเยาว์ ดูมีน้ำมีนวล ไม่แห้งกร้าน อีกทั้งชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรได้เป็นอย่างดี นอกจากการช่วยเหลือด้านความสวยความงามแล้ว ยังเป็นตัวช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บ ช่วยรักษาน้ำหล่อเลี้ยงตามข้อต่อ และช่วยสมานแผลให้หายได้ไวขึ้นด้วย

 

ดังนั้น เจ้าสาร ไฮยาลูรอน ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการดูแลผิวเพื่อให้ผิวแข็งแรง สามารถเติมความชุ่มชื้นและเก็บความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟู นุ่ม และชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังช่วยลดริ้วรอย สรุปคือช่วยต้านปัญหาต่างๆของผิวที่เมื่ออายุมากขึ้น  นั้นเองค่ะ

โยคะ การออกกำลังกายในผู้สูงอายุ

วันนี้ แข็งแรง.com จะมาพูดถึงเรื่องของ “โยคะภาวนา” ซึ่งเป็นศาสตร์เพื่อการฝึกฝนให้จิตเป็นสมาธิ ช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจอย่างสมดุล และส่งผลต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายโดยรวม ซึ่งโยคะภาวนา คือการฝึกโยคะที่มุ่งเน้นการผสานอาสนะต่างๆ เข้ากับการฝึกปราณายามะ เพื่อสร้างดุลภาพของร่างกายและจิตใจ ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมสุขภาพทางกายให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้จิตใจสงบ ระงับ ละผ่อนคลาย ก่อให้เกิดสมาธิและปัญญา ทำให้จิตใจผ่องใส ส่งผลต่อความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายโดยรวม ทั้งยังได้เสริมความยืดหยุ่นของร่างกาย ตามหลักอาสนะ ตลอดจนได้ประโยชน์ ต่อสุขภาพจากการบำบัดของอาสนะต่างๆ สำหรับท่วงท่าในการฝึกโยคะภาวนาไม่ได้มีท่าที่ตายตัว เนื่องจากพอเป็นภาวนา การฝึกต้องเป็นท่าที่เราอยู่ได้อย่างสบาย เพื่อที่เราจะได้รับรู้ในท่าได้ แต่หากเป็นท่ายาก แค่อยู่ในท่าค้างไว้ก็จะเหมื่อย เกร็ง จะให้อยู่แบบจนรับรู้ถึงตัวเรามากมันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะในใจผู้ฝึกก็จะนึกถึงว่าเมื่อไรจะคืนท่า แต่ถ้าเป็นท่าที่เขาอยู่ได้สบาย ก็จะไล่ฝึกได้เลยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก้ม แอ่น บิด เอียง อาทิเช่น การเอียงศีรษะเอียงไปทางซ้าย ขวา หน้า หลัง แต่ให้จิตอยู่กับลมหายใจ การเหยียดยืดลำตัว แขน ขา เคลื่อนไหวร่างกายให้ครบทุกทิศทาง เป็นต้น ทั้งนี้ การเริ่มต้นฝึกสำหรับผู้สูงวัยอาจมีการเริ่มต้นด้วยท่าง่ายๆ และมีอุปกรณ์ช่วยในการฝึก เช่น เบาะรองนั่ง เก้าอี้ หรือใช้ผนังช่วยในบางอาสนะ…

5 คำตอบที่ต้องทราบก่อนศัลยกรรมหน้าอก

แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการศัลยกรรมเสริมความงามจะมีอยู่อย่างแพร่หลาย และได้รับความนิยมอย่างสูง จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสังคมไทยไปแล้ว แต่ถึงกระนั้น การทำศัลยกรรม (ไม่ว่าอวัยวะส่วนใดๆ ในร่างกายก็ตาม) คนไข้ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด และถามทุกคำถามที่ตนเองสงสัย และตอบทุกคำตอบเกี่ยวกับสุขภาพที่แพทย์ต้องการทราบอย่างไม่ปิดบังด้วยเช่นกัน ซึ่งในจำนวนคำถามที่คนไข้ควรถามขณะทำการปรึกษาแพทย์ ได้แก่ 1. ความเสี่ยง และปัญหาแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด รวมทั้งแนวทางการป้องกัน และแก้ไข 2. ตำแหน่งในการวางถุงเต้านมเทียม บาดแผล และผลกระทบของการเลือกแผลผ่าตัดแต่ละแบบ 3. การเลือกแบบ ลักษณะ และขนาดของถุงเต้านมเทียม ที่เหมาะสมกับตนเอง 4. การปฏิบัติตัวทั้งก่อน และหลังการผ่าตัด 5. ระยะเวลาในการพักฟื้น การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การให้นมบุตร การตั้งครรภ์ การออกกำลังกาย ภายในระยะเวลา 1 ปี หลังจากทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก และหากการผ่าตัดเสริมหน้าอกไม่สัมฤทธิ์ผลตามต้องการ เช่น ขนาดไม่พอดี อยากแก้ไขรูปทรงหน้าอกใหม่ หรืออื่นๆ จะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไร เป็นต้น เพราะคำถามต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้คนไข้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกมากขึ้น ช่วยในเรื่องของการเตรียมตัว เตรียมใจ ทั้งยังช่วยลดความวิตกกังวล ความตึงเครียด และความหวาดกลัวจากการผ่าตัดได้ในระดับหนึ่ง…

การผ่าตัดดูดไขมัน LIPOSUCTION

เป็นการผ่าตัดที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินตรงบริเวณที่ไม่ต้องการ เช่น ท้องน้อย ต้นขา สะโพก เข่า แขน คาง แก้ม และคอ ฯลฯ การดูดไขมันเป็นการลดสัดส่วนเฉพาะที่ ไม่ใช่การลดน้ำหนัก เพื่อให้รูปร่างแต่ละส่วนนั้นๆ ดูดีขึ้น หลายคนคิดว่าถ้าดูดไขมันแล้วจะผอมลงมากคงต้องบอกว่าดูดไขมันครั้งเดียว แล้วจะผอมไม่เป็นความจริง วิธีนี้จึงไม่เหมาะสำหรับคนอ้วนหรือถ้าคนอ้วนก็จะต้องลดน้ำหนักลงเสียก่อน กระทั่งสามารถรักษาน้ำหนักตัวคงที่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี จนเหลือไขมันส่วนเกินเฉพาะที่ นอกจากนี้คุณยังควรมีผิวหนังที่ยืดหยุ่น ไม่ลายหรือหย่อนยานเพื่อว่าหลังจากดูดไขมันแล้วผิวหนังคุณจะได้หดตามได้ เพราะถ้าผิวหนังยืดหยุ่นได้ไม่ดี หลังการดูดไขมัน ผิวหนังก็จะหย่อนยานมากขึ้น ดังนั้น การดูดไขมันควรที่จะทำในคนที่อายุไม่มากเกินไป อย่างไรก็ตามถ้ายอมรับได้ในบางตำแหน่ง ว่าสามารถยอมรับการหย่อนยานเล็กน้อยเช่นด้านข้างๆ หน้าท้องก็สามารถทำผ่าตัดได้ สำหรับผู้ ที่ต้องการลดน้ำหนักควรเลือกใช้วิธีอื่นๆ เช่น การควบคุมอาหาร, ออกกำลังกาย เป็นต้น การดูดไขมันก็คือการดูดไขมันที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังไม่ใช่ไขมันตื้นๆที่ เกาะกับผิวหนัง ฉะนั้น จึงสามารถดูดไขมันบริเวณบางส่วนของร่างกายเท่านั้น ไม่ใช่ทุกส่วนที่สามารถดูดไขมันได้ ตำแหน่งที่สามารถดูดได้เช่น ลำคอและใต้คาง ต้นแขน แผ่นหลัง เอว สะโพกและก้น หน้าท้อง ต้นขาด้านนอก ไม่ว่าจะเป็นการดูดไขมันด้วยวิธีไหน…

เป็นมะเร็งเต้านม จะผ่าตัดเสริมหน้าอกได้หรือไม่?

ปัจจุบันการเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก สามารถรักษาให้หายขาดได้ ส่วนการผ่าตัดเสริมสร้างหน้าอกใหม่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมนั้นได้มีมานานแล้ว และมีวิวัฒนาการที่เจริญก้าวหน้าไปกว่าในอดีตมาก ซึ่งการผ่าตัดเสริมหน้าอกนี้จะขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา และวินิจฉัยของแพทย์แต่ละรายไป โดยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะเป็นผู้ให้คำปรึกษากับผู้ป่วยอย่างละเอียด ซึ่งหากท่านต้องการผ่าตัดเสริมเต้านม หลังจากที่ทำการรักษามะเร็งจนหายขาดดีแล้ว ก็สามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทุกคน จะทำการผ่าตัดเสริมหน้าอกได้ด้วยเช่นกัน!

 

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดเสริมเต้านมได้ ได้แก่

 

1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยังไม่ได้ทำการรักษามะเร็งเต้านมจนหายขาด
2. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีผิวหนังบริเวณหน้าอกไม่เอื้ออำนวยต่อการผ่าตัดเสริมเต้านม โดยการวินิจฉัยของแพทย์
3. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยังไม่ได้ทำการผ่าตัดเอาเนื้อร้าย (Premalignant) หรือเนื้อเต้านมเดิม ที่อาจก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งออก
4. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ผิวหนังบางมาก เนื่องจากผ่านการฉายรังสีเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้มีเลือดไปหล่อเลี้ยงบริเวณหน้าอกไม่เพียงพอในการผ่าตัด
5. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่แพทย์วินิจฉัยว่า การผ่าตัดอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง
6. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีประวัติแพ้วัสดุ หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
7. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างเต้านมเทียม แม้ว่าแพทย์จะมีความพยายามในการรักษาอยู่หลายครั้งแล้วก็ตาม
8. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ไม่ยินยอมให้มีการผ่าตัดเสริมเต้านมเทียม

 

ทว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจแบบ ‘คิดไปเอง’ ว่าควร หรือไม่ควร ที่จะทำการผ่าตัดเสริมเต้านมทียมนั้น การขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการศัลยกรรมเสริมหน้าอกโดยตรง ยังถือเป็นทางเลือกที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งอยู่นั่นเองค่ะ

วิธีการเลือกขนาดซิลิโคน

ปกติแล้วผู้หญิงส่วนใหญ่มักรู้จักขนาดเต้านมตนเองเป็นอย่างดี โดยพิจารณาจากขนาดของบรา (ยกทรง) ที่สวมใส่เป็นประจำเป็นสำคัญ ซึ่งขนาดคัพของเต้านมของผู้หญิงไทยส่วนใหญ่มักจะมีอยู่ 3 ระดับ คือ คัพ A คัพ B และคัพ C การพิจารณาขนาดคัพของเสื้อชั้นใน (ยกทรง) ก็เพื่อพิจารณาเลือกขนาดของถุงเต้านมเทียม โดยขนาดของถุงเต้านมที่ต้องการนำมาใช้ในการเสริมหน้าอก จะมีการกำหนดขนาดหน่วยของน้ำหนักเจลภายในเป็น ‘ซีซี’ (cc.) ซึ่งตามปกติทั่วไปแล้วน้ำหนักของถุงเต้านมเทียมจะเริ่มที่ 150 cc. ไปจนถึง 800 cc. โดยขนาดของถุงเต้านมแต่ละไซส์ จะมีการเพิ่มขึ้นเป็นลำดับขั้น โดยจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นทีละ 20 – 25 cc. (ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของบริษัทผู้ผลิตแต่ละแห่ง)   ทว่า สำหรับถุงเต้านมเทียมที่มีขนาด 500 cc. เมื่อมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีก จะเพิ่มครั้งละ 50 cc. ทีเดียว ฉะนั้นการเลือกถุงเต้านม เพื่อใช้ในการเสริมหน้าอก ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และทางที่ดีควรทำการทดสอบโดยการทำไรซ์เทส หรือใช้การวัดขนาดหน้าอก เปรียบเทียบกับขนาดของถุงเต้านมเทียม ก่อนตัดสินใจเลือกขนาดถุงเต้านมเทียม ที่จะใช้เสริมหน้าอก   โดยทั่วไปจะมีการกะประมาณคร่าวๆ…

การทานวิตามิน E มีผลของต่อการผ่าตัดศัลยกรรม?

คุณสมบัติชั้นเลิศของวิตามิน E ที่สาวๆ ส่วนใหญ่ให้ความสนใจคือ เป็นสารต่อต่านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของสารอาหารในกลุ่มไขมัน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามิน A ช่วยกระตุ้นการมองเห็น ป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดริ้วรอยแห่งวัย เพิ่มประสิทธิภาพให้กับ T-cells ในการต่อต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม ป้องกัน และสลายลิ่มเลือด ลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นต้อกระจก ช่วยลดความดันโลหิต ทำหน้าที่คล้ายเป็นยาขยายหลอดเลือด เป็นยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น

 

ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าวล้วนแต่เป็นข้อดีของวิตามินอีทั้งสิ้น ทว่า ข้อดีบางประการของวิตามิน E ก็มีผลต่อการผ่าตัดด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ การที่วิตามินอีทำหน้าที่เป็นยาขยายหลอดเลือด ต่อต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด และลดความดันโลหิต ซึ่งจะมีผลทำให้เลือดหยุดไหลช้า ในขณะที่แพทย์ทำการผ่าตัด และการที่ความดันโลหิตลดลงมากในขณะที่แพทย์ทำการผ่าตัด ก็ไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นก่อนการเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมยังไงก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลว่าควรปฎิบัติตัวอย่างไรและควรงดอาหารเสริมประเภทใดบ้าง เพื่อที่การผ่าตัดที่จะเกิดขึ้นนั้นมีความปลอดภัยที่สุด

ระยะเวลาพักฟื้นหลังศัลยกรรมหน้าอก

คำถามที่พบบ่อยที่สุดก็คือ หลังการผ่าตัดเสริมเต้านมแล้ว คนไข้ควรหยุดงานเพื่อพักฟื้นนานเท่าใด ซึ่งก่อนจะตอบคำถามนี้ ขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดว่า การพักฟื้น หรือการหยุดพักหลังการผ่าตัดเสริมหน้าอกนั้นมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่หลายประการด้วยกัน เช่น อายุของคนไข้ เทคนิคการผ่าตัดของศัลยแพทย์ ลักษณะผิวหนังบริเวณหน้าอก เป็นต้น โดยเฉพาะลักษณะผิวหนังบริเวณหน้าอกนี้ ถ้าคนไข้เป็นคนรูปร่างเล็ก ผอมบาง ผิวหนังบริเวณหน้าอกน้อย แผลก็จะตึงมาก ทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากด้วยเช่นกัน   โดยปกติแล้ว การลาหยุดงานเพื่อพักฟื้นร่างกายหลังการศัลยกรรมหน้าอก เพียง 1 สัปดาห์ก็ถือว่าเพียงพอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า งานที่คนไข้ต้องกลับไปทำนั้นมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และการอักเสบของบาดแผลมากแค่ไหนด้วยเช่นกัน เป็นต้นว่า หากงานของคนไข้เกี่ยวข้องกับการใช้แรงเคลื่อนไหวมากๆ เช่น ยกของหนัก งานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมือและไหล่ในการทำงานทั้งวัน เช่น การพิมพ์งาน การวาดรูป งานในโรงงานอุตสาหกรรม หรืองานการแสดงต่างๆ ระยะเวลาในการพักฟื้นก็อาจจะนานออกไปกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เป็นต้น อีกทั้งการผ่าตัดเสริมเต้านมในคนไข้ที่มีอายุน้อย (20 ปีขึ้นไป) ก็จะสามารถรักษาแผลให้หายได้เร็วกว่าคนที่มีอายุมาก (35 ปีขึ้นไป) ด้วยเช่นกัน   ดังนั้น การกำหนดช่วงระยะเวลาในการพักพื้นของคนไข้แต่ละคนจึงแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากการใช้ชีวิตประจำวันของคนไข้แต่ละท่านเป็นสำคัญ โดยในช่วงระยะเวลาพักฟื้น แพทย์จะแนะนำให้มีการเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ เช่น การเดินช้าๆ การยกแขนขึ้นลงช้าๆ…

11 ลักษณะบุคคลที่ไม่สามารถทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกได้

บุคคลที่ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์(EQ) ไม่สามารถยอมรับ และรับรู้ด้วยความเข้าใจว่า ลักษณะของหน้าอก หลังจากทำการผ่าตัดเสริมหน้าอก จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือมีความกังวลมากผิดปกติ หรือมีคาดหวังผลการผ่าตัดสูงเกินกว่าที่แพทย์จะทำได้ บุคคลผู้มีภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ และจิตใจ เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า บุคคลที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะสามารถทำการผ่าตัดได้ บุคคลผู้มีโรคทางศัลยกรรม หรืออายุรกรรมที่ยาควบคุมไม่ได้ ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยเรื้อรัง มีโรคประจำตัวที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหากทำการผ่าตัด เช่น โรคหัวใจ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับปอด โรคภูมิต้านทานบกพร่อง (HIV) ที่ยังมีอาการ และมีค่า CD4* ต่ำกว่าปกติ โรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานตนเอง (Lupus) เช่น SLE* โรคมะเร็งเต้านม ที่ยังไม่ทราบระยะที่แน่นอน หรืออยู่ในระหว่างรับยาเคมีบำบัด เป็นต้น บุคคลผู้มีผิวหนังที่ไม่ยืดหยุ่นเพียงพอ ที่จะเสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียมได้ เช่น เคยได้รับการฉายรังสีในปริมาณที่สูงมาก่อน เป็นต้น บุคคลที่เป็นโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของผิวหนัง (Scleroderma) เช่น โรค PSS* (Progressive systemic sclerosis) บุคคลผู้มีภาวะร่างกายเกิดการติดเชื้อ หรือเป็นฝี หนองที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย บุคคลผู้อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ หรืออยู่ในระยะให้นมบุตร มีประวัติการแพ้สารแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย บุคคลผู้มีผิวปกคลุม…

แมมโมแกรมการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก มีผลต่อการตรวจแมมโมแกรมหรือไม่?

การทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกมีผลต่อการทำแมมโมแกรม เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านมอย่างแน่นอน เพราะผลจากการเสริมหน้าอกด้วยถุงเต้านมเทียม จะทำให้การตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมทำได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้นก่อนทำการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม ผู้เข้ารับการตรวจจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เพื่อที่แพทย์จะได้เลือกใช้วิธีการตรวจที่เหมาะสมต่อไป

 

ทั้งนี้ หากเป็นการผ่าตัดโดยการวางถุงเต้านมเทียมไว้เหนือกล้ามเนื้อ จะทำให้มีเนื้อเต้านมที่เครื่องแมมโมแกรมไม่สามารถมองเห็นได้ถึง 25% ทีเดียว ในขณะที่การผ่าตัดวางถุงเต้านมเทียมไว้ใต้กล้ามเนื้อ จะมีส่วนของเนื้อเต้านมที่เครื่องแมมโมแกรมไม่สามารถมองเห็นได้เพียงแค่ 10% เท่านั้น ดังนั้นในกลุ่มคนไข้ที่มีประวัติครอบครัวเคยป่วยเป็นมะเร็ง จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้มาก ดังนั้นจึงควรพิจารณาทบทวนให้ดี ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมหน้าอก

 

 
นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยของคนไข้เอง ภายหลังการศัลยกรรมหน้าอกแล้ว ยังจำเป็นต้องทำการตรวจหามะเร็งเต้านมอีกด้วย และการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมนี้เอง ที่อาจจะส่งผลกระทบทำให้ถุงเต้านมเทียมที่ใส่เข้าไปเกิดการปริแตก และรั่วซึมได้ เนื่องจากขณะตรวจหามะเร็งด้วยเครื่องแมมโมแกรม จะมีการกดที่เต้านมอย่างแรง ดังนั้นหากต้องตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม คนไข้ควรแจ้งแก่แพทย์ก่อนทำการตรวจว่า ได้ทำการศัลยกรรมหน้าอกมาก่อน เพื่อที่เจ้าหน้าที่เอ็กซเรย์จะได้ระมัดระวังขณะที่กดเต้านม โดยหลีกเลี่ยงที่จะกดลงในตำแหน่งของถุงเต้านม เพื่อไม่ให้บังภาพของเนื้อเต้านม ในขณะทำการเอ็กซเรย์ด้วยเครื่องแมมโมแกรมนั่นเอง
 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการตรวจแมมโมแกรมไม่สามารถอ่านภาพของเนื้อเต้านมได้ทั้งหมด (เนื่องจากบางส่วนถูกบังด้วยถุงเต้านมเทียม) แพทย์จึงจำเป็นต้องทำการตรวจหามะเร็งเต้านม ด้วยเทคนิคอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป